Recent Updates
All Countries
  • ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 3

    ตอนที่ 3: แดนเนรเทศสีเลือด และเปลวเพลิงที่ปฏิเสธความตาย

    ความรู้สึกแรกหลังจากแสงสว่างวาบกลืนกินทุกสิ่ง คือความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของหิมะหรือน้ำแข็งตามธรรมชาติ แต่มันคือความหนาวเหน็บของ "ความว่างเปล่า" ที่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งกาลเวลา และไร้ซึ่งความหวัง

    อารัน ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าของเขาพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นท้องฟ้าที่ไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีเทาอย่างที่คุ้นเคย แต่มันเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกข้นคลั่ก ไร้ซึ่งดวงดาวหรือดวงอาทิตย์ มีเพียงปรากฏการณ์ประหลาดบนฟากฟ้าที่ดูคล้ายกับวงแหวนสีเพลิงขนาดมหึมา ซึ่งมีลำแสงสีแดงเข้มพุ่งเฉียงขึ้นไปทางขวาบน (สัญลักษณ์ ♂ ของดาวอังคาร) ส่องแสงริบหรี่ราวกับกำลังเย้ยหยันผู้ที่ตกลงมาสู่ห้วงเหวแห่งนี้

    ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เกราะรูปเขาแกะที่ไหล่ของเขาแตกร้าว ดาบศิลาลาวาคู่กายแหลกสลายไปในแรงระเบิด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้และบาดแผลจากการฝืนรีดเร้นพลังงานเตาปฏิกรณ์ในตัวจนเกินขีดจำกัด เมื่อเขาลองเพ่งสมาธิเพื่อสำรวจกระแสเวทมนตร์ในร่างกาย เขาก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตระหนก... "เตาปฏิกรณ์เวทมนตร์" ที่เคยลุกโชนอย่างบ้าคลั่งในอกของเขา บัดนี้เหลือเพียงถ่านไฟก้อนเล็กๆ ที่ริบหรี่จวนเจียนจะดับมอด

    สภาพแวดล้อมรอบกายคือดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยเสาหินออบซิเดียนสีดำขลับที่พุ่งทะลุทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ซากปรักหักพังของวิหารโบราณกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบัลลังก์หินที่แตกสลายเหล่านั้น ถูกสลักลวดลายหัวของแกะภูเขาที่ดุดัน (สัญลักษณ์ของไพ่ The Emperor และราศีเมษ) ซ่อนอยู่ตามหัวเสาและฐานราก ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ก่อนที่จะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์

    "ที่นี่มัน... มิติเบื้องหลังรอยแยกงั้นรึ..." อารันพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและกลืนหายไปในความเงียบสงัด

    สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดจบที่น่าสิ้นหวังที่สุด การติดอยู่ในมิติปิดตาย ไร้ทางออก ไร้พลัง และไร้ซึ่งอาวุธ แต่สำหรับชายผู้มีสายเลือดแห่งจอมทัพผู้ริเริ่มอย่างอารัน คำว่า "จุดจบ" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขา สถานการณ์ที่เลวร้ายขีดสุดเช่นนี้ ไม่ใช่หลุมพรางที่จะฝังเขาให้ตายทั้งเป็น แต่มันคือ "บททดสอบแห่งมหึมา" (Epic Trial) ที่จักรวาลส่งมาเพื่อทุบตีและหล่อหลอมเหล็กกล้าในตัวเขาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม

    "สภาเวทมนตร์คิดจะใช้ข้าเป็นแบตเตอรี่เพื่อเปิดประตูมิตินี้สินะ..." อารันแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ยอมจำนน เขาพยายามฝืนลุกขึ้นยืนบนขาทั้งสองข้าง แม้กล้ามเนื้อจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด "พวกมันคิดผิดแล้วที่ส่งความตายมาให้ข้า เพราะข้าคือคนที่จะเป็นผู้กำหนดว่าความตายหน้าตาเป็นยังไง!"

    อารันหลับตาลง ดึงสติและสมาธิทั้งหมดกลับมาที่แกนกลางของร่างกาย แม้เตาปฏิกรณ์จะเหลือเพียงถ่านแดงๆ แต่ไฟก็คือไฟ ตราบใดที่ยังมีประกาย มันย่อมสามารถลุกลามเป็นมหัคฆีภัยได้เสมอ เขาเริ่มใช้ความตั้งใจอันแรงกล้า บังคับให้หัวใจสูบฉีดเลือดที่ผสมผสานกับความมุ่งมั่น ไหลเวียนไปกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์ที่หลงเหลืออยู่

    ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจของเขาเริ่มประสานกับจังหวะการเต้นของความร้อนในอก อุณหภูมิในร่างกายที่เคยเย็นเยียบเริ่มพุ่งสูงขึ้น แม้จะยังไม่กลับไปเป็นเตาปฏิกรณ์ระดับควอนตัมอย่างที่เคยเป็น แต่มันก็มากพอที่จะสร้างไอร้อนบางๆ คลุมรอบกำปั้นทั้งสองข้างของเขา การตัดสินใจที่รวดเร็วและการไม่ยอมจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ คืออาวุธที่อันตรายที่สุดของราศีเมษ

    แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ฟื้นฟูพลังงานไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังก้องสะท้อนมาจากซากวิหารเบื้องหน้า

    เงาดำสามร่างปรากฏตัวขึ้นจากหมอกควันแห่งความว่างเปล่า พวกมันคือ ตุลาการดารา ทั้งสามคนที่ถูกดูดเข้ามาพร้อมกับเขา ทว่าสภาพของพวกเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ถูกย้อมเป็นสีดำสนิท ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนผิดมนุษย์ ผิวหนังกลายเป็นเปลือกแข็งสีม่วงเข้มที่สลักลวดลายของ Void Core ใบหน้าของพวกเขาไม่มีดวงตาหรือจมูก มีเพียงรอยแยกที่เปล่งแสงสีม่วงชั่วร้ายออกมา พวกเขาถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์และกลายเป็น "อัศวินแห่งความว่างเปล่า" (Void Knights) หุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ

    "ผู้บุกรุก... พลังงาน... เชื้อเพลิง... ต้องกำจัด..." เสียงแหบพร่าที่ฟังดูคล้ายเสียงสะท้อนจากก้นเหวดังออกมาจากร่างของพวกมันพร้อมกัน

    พวกมันไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง อัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวแรกพุ่งเข้าหาอารันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตอนเป็นมนุษย์หลายเท่า ดาบเล่มใหญ่ที่สร้างจากสสารมืดถูกเงื้อขึ้นและฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างของอารันให้ขาดเป็นสองท่อน

    ทว่า อารันผู้ซึ่งไร้อาวุธ กลับไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว!

    ความเป็นผู้นำทัพสายลุยไม่เคยสอนให้เขารอรับการโจมตี ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบแห่งความว่างเปล่าจะสัมผัสตัว เขาเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณดิบล้วนๆ ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่เข่าของศัตรูอย่างแรงจนมันเสียหลัก จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไปรวมไว้ที่หมัดขวา!

    "ไฟแค่นี้ก็พอจะเผาพวกสวะอย่างแกแล้ว!"

    อารันกระแทกหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงเข้าที่กลางอกของอัศวินแห่งความว่างเปล่าอย่างจัง

    เปรี้ยง!!

    แม้พลังของเขาจะลดลง แต่มวลความร้อนที่ถูกบีบอัดในระยะประชิดก็ทำให้เกิดการระเบิดขนาดย่อม เปลือกแข็งสีม่วงดำแตกร้าว พลังงานความร้อนพุ่งทะลวงเข้าไปเผาผลาญสสารมืดภายใน ร่างของอัศวินตัวแรกกระเด็นถอยหลังไปชนเสาหินออบซิเดียนจนหักโค่น แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น อัศวินอีกสองตัวพุ่งเข้ามาขนาบข้างพร้อมกัน คลื่นความเย็นยะเยือกของมิติว่างเปล่าพุ่งเข้ามากดดันจนเปลวไฟที่กำปั้นของอารันแทบจะดับวูบ

    อารันกัดฟันแน่น เขาต้องคิดให้เร็วกว่านี้ เคลื่อนไหวให้เร็วกว่านี้ การต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับมอนสเตอร์ระดับนี้เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำสุดๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เขาพลิกตัวหลบคมดาบที่ฟาดไขว้กันเป็นรูปกากบาท ก่อนจะคว้าเศษหินแหลมคมที่กระเด็นอยู่บนพื้นขึ้นมา บีบอัดความร้อนลงไปในก้อนหินนั้นจนมันกลายเป็นสีแดงฉานประดุจเหล็กที่เพิ่งออกจากเตาหลอม แล้วปาเข้าใส่รอยแยกบนใบหน้าของอัศวินตัวที่สองอย่างแม่นยำ

    ฉึก! ก๊าซซซซ!!

    มอนสเตอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อความร้อนทะลวงเข้าไปในสมองประดิษฐ์ของมัน อารันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาใช้ร่างของอัศวินตัวที่สองเป็นแท่นเหยียบ กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ พลังงานธาตุไฟที่ตอบสนองต่ออะดรีนาลีนแห่งการเอาชีวิตรอดเริ่มลุกโชนขึ้นอีกระดับ เตาปฏิกรณ์ในอกของเขาส่งเสียงครางฮึ่มราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังถูกเร่งเครื่องขึ้นมาใหม่

    "แกคิดว่าความมืดของที่นี่จะดับไฟข้าได้งั้นเหรอ?" อารันตะโกนลั่นขณะลอยอยู่เหนือหัวอัศวินตัวสุดท้าย "ผิดแล้ว! ความมืดต่างหากที่จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟของข้าสว่างไสวที่สุด!"

    เขาทิ้งตัวลงมาพร้อมกับรวบรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่ส้นเท้า ฟาดฟาดลงกลางกระหม่อมของอัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวสุดท้าย แรงปะทะรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้ร่างของพวกมันจนแหลกสลายกลายเป็นละอองสีม่วงดำลอยคลุ้งไปในอากาศ

    อารันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบจะถึงขีดจำกัด แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เขาทำสำเร็จ เขาสามารถเอาชีวิตรอดในสภาพที่แทบจะไร้พลังได้ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ละอองสีม่วงดำที่เกิดจากการตายของอัศวินทั้งสาม กลับไม่ได้สลายหายไป มันเริ่มหมุนวนและพุ่งเข้าหาตัวอารันอย่างรวดเร็ว!

    "อะไรกันอีเนี่ย!" อารันพยายามจะปัดป้อง แต่มันสายเกินไป ละอองความว่างเปล่าซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยตรง

    ทว่า แทนที่มันจะกัดกินร่างกายเขาอย่างที่ตุลาการดาราโดน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอกของอารันกลับตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไป พลังงานแห่งความว่างเปล่าถูกดึงเข้าไปในแกนกลางของเตาเพลิง ถูกหลอมละลาย ย่อยสลาย และแปรเปลี่ยนเป็น "เชื้อเพลิงบริสุทธิ์" พลังงานมหาศาลไหลทะลักกลับเข้ามาในเส้นเลือดของอารัน เปลวไฟที่เคยเป็นสีส้มแดง บัดนี้ถูกเคลือบด้วยประกายสีม่วงเข้ม มันคือพลังงานผสมผสานที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม!

    "นี่มัน... ฮ่าๆๆ! ขอบใจสำหรับเสบียงเว้ย สภาเวทมนตร์!" อารันหัวเราะร่วน เขารู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นจนแทบจะระเบิดออกมา การพลิกวิกฤตให้เป็นพลังคือพรสวรรค์ที่แท้จริงของผู้นำสายลุย

    เมื่อพลังฟื้นคืน อารันก็พร้อมที่จะสำรวจนรกขุมนี้ต่อ เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ปูด้วยซากปรักหักพัง มุ่งหน้าสูงขึ้นไปยังยอดเขาออบซิเดียนที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิติ ยิ่งเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านลงมาจากยอดเขา มันไม่ใช่พลังของ Void Core ธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมด

    เมื่ออารันก้าวพ้นโขดหินก้อนสุดท้ายและไปถึงจุดสูงสุด ภาพเบื้องล่างและเบื้องหน้าทำเอาดวงตาของเขาเบิกกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที

    เบื้องล่างอีกฝั่งของภูเขา คือหุบเหวขนาดมโหฬารที่กว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ภายในหุบเหวนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเรียงรายไปด้วย "รังไหม" สีม่วงดำนับล้านๆ ใบ! ภายในรังไหมแต่ละใบคือมอนสเตอร์โกเลมและอัศวินแห่งความว่างเปล่าที่กำลังหลับใหล รอคอยการตื่นขึ้น นี่คือกองทัพแห่งการทำลายล้างที่สภาเวทมนตร์แอบซ่อนไว้เตรียมเพื่อทำสงครามล้างบางผู้ต่อต้านทั้งหมด!

    แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอารันเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่กองทัพนับล้าน... แต่เป็นบัลลังก์ศิลาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหวนั้น บนบัลลังก์ มีร่างของใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่อย่างเงียบงัน ร่างนั้นสวมชุดเกราะที่เหมือนกับของอารันทุกประการ ถือดาบยักษ์ที่แผ่รังสีความร้อนจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว

    และเมื่อร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารัน นัยน์ตาสีเพลิงคู่เบื้องหน้าก็คือดวงตาของเขาเอง... ทว่ามันเป็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นและการทำลายล้างอย่างไร้ขีดจำกัด

    "มาช้าจังเลยนะ... ตัวข้าอีกคน" เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนกับเสียงของอารันราวกับฝาแฝด ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ
    ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 3 ตอนที่ 3: แดนเนรเทศสีเลือด และเปลวเพลิงที่ปฏิเสธความตาย ความรู้สึกแรกหลังจากแสงสว่างวาบกลืนกินทุกสิ่ง คือความเย็นเยียบที่เสียดแทงลึกลงไปถึงกระดูกดำ มันไม่ใช่ความหนาวเย็นของหิมะหรือน้ำแข็งตามธรรมชาติ แต่มันคือความหนาวเหน็บของ "ความว่างเปล่า" ที่ไร้ซึ่งชีวิต ไร้ซึ่งกาลเวลา และไร้ซึ่งความหวัง อารัน ลืมตาขึ้นอย่างเชื่องช้า ภาพเบื้องหน้าของเขาพร่ามัว ก่อนจะค่อยๆ ปรับโฟกัสจนเห็นท้องฟ้าที่ไม่ได้เป็นสีฟ้าหรือสีเทาอย่างที่คุ้นเคย แต่มันเป็นสีดำสนิทราวกับน้ำหมึกข้นคลั่ก ไร้ซึ่งดวงดาวหรือดวงอาทิตย์ มีเพียงปรากฏการณ์ประหลาดบนฟากฟ้าที่ดูคล้ายกับวงแหวนสีเพลิงขนาดมหึมา ซึ่งมีลำแสงสีแดงเข้มพุ่งเฉียงขึ้นไปทางขวาบน (สัญลักษณ์ ♂ ของดาวอังคาร) ส่องแสงริบหรี่ราวกับกำลังเย้ยหยันผู้ที่ตกลงมาสู่ห้วงเหวแห่งนี้ ชายหนุ่มยันตัวลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เกราะรูปเขาแกะที่ไหล่ของเขาแตกร้าว ดาบศิลาลาวาคู่กายแหลกสลายไปในแรงระเบิด ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยรอยไหม้และบาดแผลจากการฝืนรีดเร้นพลังงานเตาปฏิกรณ์ในตัวจนเกินขีดจำกัด เมื่อเขาลองเพ่งสมาธิเพื่อสำรวจกระแสเวทมนตร์ในร่างกาย เขาก็ต้องพบกับความจริงที่น่าตระหนก... "เตาปฏิกรณ์เวทมนตร์" ที่เคยลุกโชนอย่างบ้าคลั่งในอกของเขา บัดนี้เหลือเพียงถ่านไฟก้อนเล็กๆ ที่ริบหรี่จวนเจียนจะดับมอด สภาพแวดล้อมรอบกายคือดินแดนรกร้างที่เต็มไปด้วยเสาหินออบซิเดียนสีดำขลับที่พุ่งทะลุทะลวงขึ้นมาจากพื้นดิน ซากปรักหักพังของวิหารโบราณกระจัดกระจายอยู่ทั่วไป หากสังเกตให้ดีจะพบว่าบัลลังก์หินที่แตกสลายเหล่านั้น ถูกสลักลวดลายหัวของแกะภูเขาที่ดุดัน (สัญลักษณ์ของไพ่ The Emperor และราศีเมษ) ซ่อนอยู่ตามหัวเสาและฐานราก ราวกับว่าสถานที่แห่งนี้เคยเป็นอาณาจักรของผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตกาล ก่อนที่จะถูกลบเลือนหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ "ที่นี่มัน... มิติเบื้องหลังรอยแยกงั้นรึ..." อารันพึมพำกับตัวเอง เสียงของเขาแหบพร่าและกลืนหายไปในความเงียบสงัด สำหรับคนทั่วไป นี่คือจุดจบที่น่าสิ้นหวังที่สุด การติดอยู่ในมิติปิดตาย ไร้ทางออก ไร้พลัง และไร้ซึ่งอาวุธ แต่สำหรับชายผู้มีสายเลือดแห่งจอมทัพผู้ริเริ่มอย่างอารัน คำว่า "จุดจบ" ไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขา สถานการณ์ที่เลวร้ายขีดสุดเช่นนี้ ไม่ใช่หลุมพรางที่จะฝังเขาให้ตายทั้งเป็น แต่มันคือ "บททดสอบแห่งมหึมา" (Epic Trial) ที่จักรวาลส่งมาเพื่อทุบตีและหล่อหลอมเหล็กกล้าในตัวเขาให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม "สภาเวทมนตร์คิดจะใช้ข้าเป็นแบตเตอรี่เพื่อเปิดประตูมิตินี้สินะ..." อารันแค่นยิ้ม รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความดื้อรั้นและไม่ยอมจำนน เขาพยายามฝืนลุกขึ้นยืนบนขาทั้งสองข้าง แม้กล้ามเนื้อจะกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด "พวกมันคิดผิดแล้วที่ส่งความตายมาให้ข้า เพราะข้าคือคนที่จะเป็นผู้กำหนดว่าความตายหน้าตาเป็นยังไง!" อารันหลับตาลง ดึงสติและสมาธิทั้งหมดกลับมาที่แกนกลางของร่างกาย แม้เตาปฏิกรณ์จะเหลือเพียงถ่านแดงๆ แต่ไฟก็คือไฟ ตราบใดที่ยังมีประกาย มันย่อมสามารถลุกลามเป็นมหัคฆีภัยได้เสมอ เขาเริ่มใช้ความตั้งใจอันแรงกล้า บังคับให้หัวใจสูบฉีดเลือดที่ผสมผสานกับความมุ่งมั่น ไหลเวียนไปกระตุ้นเศษเสี้ยวพลังเวทมนตร์ที่หลงเหลืออยู่ ตึกตัก... ตึกตัก... เสียงหัวใจของเขาเริ่มประสานกับจังหวะการเต้นของความร้อนในอก อุณหภูมิในร่างกายที่เคยเย็นเยียบเริ่มพุ่งสูงขึ้น แม้จะยังไม่กลับไปเป็นเตาปฏิกรณ์ระดับควอนตัมอย่างที่เคยเป็น แต่มันก็มากพอที่จะสร้างไอร้อนบางๆ คลุมรอบกำปั้นทั้งสองข้างของเขา การตัดสินใจที่รวดเร็วและการไม่ยอมจมปลักอยู่กับความพ่ายแพ้ คืออาวุธที่อันตรายที่สุดของราศีเมษ แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้ฟื้นฟูพลังงานไปมากกว่านั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังก้องสะท้อนมาจากซากวิหารเบื้องหน้า เงาดำสามร่างปรากฏตัวขึ้นจากหมอกควันแห่งความว่างเปล่า พวกมันคือ ตุลาการดารา ทั้งสามคนที่ถูกดูดเข้ามาพร้อมกับเขา ทว่าสภาพของพวกเขากลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ถูกย้อมเป็นสีดำสนิท ร่างกายขยายใหญ่ขึ้นจนผิดมนุษย์ ผิวหนังกลายเป็นเปลือกแข็งสีม่วงเข้มที่สลักลวดลายของ Void Core ใบหน้าของพวกเขาไม่มีดวงตาหรือจมูก มีเพียงรอยแยกที่เปล่งแสงสีม่วงชั่วร้ายออกมา พวกเขาถูกกลืนกินโดยสมบูรณ์และกลายเป็น "อัศวินแห่งความว่างเปล่า" (Void Knights) หุ่นเชิดที่ไร้จิตวิญญาณ "ผู้บุกรุก... พลังงาน... เชื้อเพลิง... ต้องกำจัด..." เสียงแหบพร่าที่ฟังดูคล้ายเสียงสะท้อนจากก้นเหวดังออกมาจากร่างของพวกมันพร้อมกัน พวกมันไม่ได้พูดพร่ำทำเพลง อัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวแรกพุ่งเข้าหาอารันด้วยความเร็วที่เหนือกว่าตอนเป็นมนุษย์หลายเท่า ดาบเล่มใหญ่ที่สร้างจากสสารมืดถูกเงื้อขึ้นและฟาดฟันลงมาหมายจะผ่าร่างของอารันให้ขาดเป็นสองท่อน ทว่า อารันผู้ซึ่งไร้อาวุธ กลับไม่ได้ถอยหนีแม้แต่ก้าวเดียว! ความเป็นผู้นำทัพสายลุยไม่เคยสอนให้เขารอรับการโจมตี ในเสี้ยววินาทีก่อนที่ดาบแห่งความว่างเปล่าจะสัมผัสตัว เขาเบี่ยงตัวหลบด้วยสัญชาตญาณดิบล้วนๆ ก่อนจะใช้เท้าถีบเข้าที่เข่าของศัตรูอย่างแรงจนมันเสียหลัก จากนั้นเขาก็รวบรวมพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่เพิ่งจุดติดขึ้นมาใหม่ทั้งหมด ไปรวมไว้ที่หมัดขวา! "ไฟแค่นี้ก็พอจะเผาพวกสวะอย่างแกแล้ว!" อารันกระแทกหมัดที่ห่อหุ้มด้วยเปลวเพลิงสีส้มแดงเข้าที่กลางอกของอัศวินแห่งความว่างเปล่าอย่างจัง เปรี้ยง!! แม้พลังของเขาจะลดลง แต่มวลความร้อนที่ถูกบีบอัดในระยะประชิดก็ทำให้เกิดการระเบิดขนาดย่อม เปลือกแข็งสีม่วงดำแตกร้าว พลังงานความร้อนพุ่งทะลวงเข้าไปเผาผลาญสสารมืดภายใน ร่างของอัศวินตัวแรกกระเด็นถอยหลังไปชนเสาหินออบซิเดียนจนหักโค่น แต่มันยังไม่จบเพียงแค่นั้น อัศวินอีกสองตัวพุ่งเข้ามาขนาบข้างพร้อมกัน คลื่นความเย็นยะเยือกของมิติว่างเปล่าพุ่งเข้ามากดดันจนเปลวไฟที่กำปั้นของอารันแทบจะดับวูบ อารันกัดฟันแน่น เขาต้องคิดให้เร็วกว่านี้ เคลื่อนไหวให้เร็วกว่านี้ การต่อสู้ด้วยมือเปล่ากับมอนสเตอร์ระดับนี้เป็นเรื่องที่บ้าระห่ำสุดๆ แต่นั่นแหละคือสิ่งที่เขาถนัดที่สุด เขาพลิกตัวหลบคมดาบที่ฟาดไขว้กันเป็นรูปกากบาท ก่อนจะคว้าเศษหินแหลมคมที่กระเด็นอยู่บนพื้นขึ้นมา บีบอัดความร้อนลงไปในก้อนหินนั้นจนมันกลายเป็นสีแดงฉานประดุจเหล็กที่เพิ่งออกจากเตาหลอม แล้วปาเข้าใส่รอยแยกบนใบหน้าของอัศวินตัวที่สองอย่างแม่นยำ ฉึก! ก๊าซซซซ!! มอนสเตอร์กรีดร้องด้วยความเจ็บปวดเมื่อความร้อนทะลวงเข้าไปในสมองประดิษฐ์ของมัน อารันไม่ปล่อยให้โอกาสหลุดมือ เขาใช้ร่างของอัศวินตัวที่สองเป็นแท่นเหยียบ กระโดดลอยตัวขึ้นไปในอากาศ พลังงานธาตุไฟที่ตอบสนองต่ออะดรีนาลีนแห่งการเอาชีวิตรอดเริ่มลุกโชนขึ้นอีกระดับ เตาปฏิกรณ์ในอกของเขาส่งเสียงครางฮึ่มราวกับเครื่องยนต์ที่กำลังถูกเร่งเครื่องขึ้นมาใหม่ "แกคิดว่าความมืดของที่นี่จะดับไฟข้าได้งั้นเหรอ?" อารันตะโกนลั่นขณะลอยอยู่เหนือหัวอัศวินตัวสุดท้าย "ผิดแล้ว! ความมืดต่างหากที่จะเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้ไฟของข้าสว่างไสวที่สุด!" เขาทิ้งตัวลงมาพร้อมกับรวบรวมพลังงานทั้งหมดไว้ที่ส้นเท้า ฟาดฟาดลงกลางกระหม่อมของอัศวินแห่งความว่างเปล่าตัวสุดท้าย แรงปะทะรุนแรงจนเกิดคลื่นกระแทกกระจายออกไปเป็นวงกว้าง บดขยี้ร่างของพวกมันจนแหลกสลายกลายเป็นละอองสีม่วงดำลอยคลุ้งไปในอากาศ อารันหอบหายใจอย่างหนักหน่วง เขาทรุดเข่าลงข้างหนึ่ง ร่างกายแทบจะถึงขีดจำกัด แต่รอยยิ้มแห่งชัยชนะยังคงประดับอยู่บนใบหน้า เขาทำสำเร็จ เขาสามารถเอาชีวิตรอดในสภาพที่แทบจะไร้พลังได้ ทว่าในขณะที่เขากำลังจะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ละอองสีม่วงดำที่เกิดจากการตายของอัศวินทั้งสาม กลับไม่ได้สลายหายไป มันเริ่มหมุนวนและพุ่งเข้าหาตัวอารันอย่างรวดเร็ว! "อะไรกันอีเนี่ย!" อารันพยายามจะปัดป้อง แต่มันสายเกินไป ละอองความว่างเปล่าซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเขาโดยตรง ทว่า แทนที่มันจะกัดกินร่างกายเขาอย่างที่ตุลาการดาราโดน เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ในอกของอารันกลับตอบสนองในรูปแบบที่ต่างออกไป พลังงานแห่งความว่างเปล่าถูกดึงเข้าไปในแกนกลางของเตาเพลิง ถูกหลอมละลาย ย่อยสลาย และแปรเปลี่ยนเป็น "เชื้อเพลิงบริสุทธิ์" พลังงานมหาศาลไหลทะลักกลับเข้ามาในเส้นเลือดของอารัน เปลวไฟที่เคยเป็นสีส้มแดง บัดนี้ถูกเคลือบด้วยประกายสีม่วงเข้ม มันคือพลังงานผสมผสานที่ทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิม! "นี่มัน... ฮ่าๆๆ! ขอบใจสำหรับเสบียงเว้ย สภาเวทมนตร์!" อารันหัวเราะร่วน เขารู้สึกถึงพลังที่เปี่ยมล้นจนแทบจะระเบิดออกมา การพลิกวิกฤตให้เป็นพลังคือพรสวรรค์ที่แท้จริงของผู้นำสายลุย เมื่อพลังฟื้นคืน อารันก็พร้อมที่จะสำรวจนรกขุมนี้ต่อ เขาเดินลัดเลาะไปตามเส้นทางที่ปูด้วยซากปรักหักพัง มุ่งหน้าสูงขึ้นไปยังยอดเขาออบซิเดียนที่ตั้งตระหง่านอยู่ใจกลางมิติ ยิ่งเดินสูงขึ้นเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาลที่แผ่ซ่านลงมาจากยอดเขา มันไม่ใช่พลังของ Void Core ธรรมดา แต่มันคือต้นกำเนิดของความชั่วร้ายทั้งหมด เมื่ออารันก้าวพ้นโขดหินก้อนสุดท้ายและไปถึงจุดสูงสุด ภาพเบื้องล่างและเบื้องหน้าทำเอาดวงตาของเขาเบิกกว้าง รอยยิ้มบนใบหน้าหายไปในทันที เบื้องล่างอีกฝั่งของภูเขา คือหุบเหวขนาดมโหฬารที่กว้างใหญ่จนสุดลูกหูลูกตา ภายในหุบเหวนั้นไม่ได้ว่างเปล่า แต่มันเรียงรายไปด้วย "รังไหม" สีม่วงดำนับล้านๆ ใบ! ภายในรังไหมแต่ละใบคือมอนสเตอร์โกเลมและอัศวินแห่งความว่างเปล่าที่กำลังหลับใหล รอคอยการตื่นขึ้น นี่คือกองทัพแห่งการทำลายล้างที่สภาเวทมนตร์แอบซ่อนไว้เตรียมเพื่อทำสงครามล้างบางผู้ต่อต้านทั้งหมด! แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของอารันเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่กองทัพนับล้าน... แต่เป็นบัลลังก์ศิลาขนาดยักษ์ที่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือหุบเหวนั้น บนบัลลังก์ มีร่างของใครบางคนนั่งไขว่ห้างอยู่อย่างเงียบงัน ร่างนั้นสวมชุดเกราะที่เหมือนกับของอารันทุกประการ ถือดาบยักษ์ที่แผ่รังสีความร้อนจนมิติรอบข้างบิดเบี้ยว และเมื่อร่างนั้นค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมาสบตากับอารัน นัยน์ตาสีเพลิงคู่เบื้องหน้าก็คือดวงตาของเขาเอง... ทว่ามันเป็นดวงตาที่แฝงไปด้วยความเคียดแค้นและการทำลายล้างอย่างไร้ขีดจำกัด "มาช้าจังเลยนะ... ตัวข้าอีกคน" เสียงทุ้มต่ำที่เหมือนกับเสียงของอารันราวกับฝาแฝด ดังก้องกังวานไปทั่วทั้งมิติ
    0 Comments 0 Shares 94 Views
  • ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 2

    ตอนที่ 2: รอยร้าวในศรัทธา และคำพิพากษาของคนขลาด

    ความร้อนจากเปลวเพลิงของ อารัน ยังคงแผ่ซ่านอยู่บนพื้นดินที่กลายเป็นลาวาหลอมเหลว แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกคือ "ความเงียบ" หลังจากที่ความจริงถูกเปิดโปง วัตถุทรงกลมสีม่วงดำที่สลักตราประทับของสภาเวทมนตร์ระดับสูงยังคงลอยเด่นอยู่เหนือซากศพของมอนสเตอร์โกเลม มันแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการบิดเบือนมิติออกมาอย่างเด่นชัด

    นายพลลูเซียส ใบหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับชุดเกราะเงินของเขา มือที่ถือดาบสั่นเทาไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากความลับนี้รั่วไหลออกไป

    "นั่นมัน... ของปลอม! เจ้าพวกนอกคอก เจ้าใช้เวทมนตร์ลวงตาเพื่อใส่ร้ายสภาเวทมนตร์!" ลูเซียสตวาดเสียงหลง พยายามกู้คืนอำนาจที่กำลังหลุดลอย "ทหาร! ล้อมพวกมันไว้! ใครที่เห็นสิ่งนี้ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกบฏ สังหารพวกมันให้หมด!"

    เหล่าทหารกองทัพหลวงชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขามองหน้ากันด้วยความลังเล สายตาของพวกเขาเพิ่งจะเห็นอารันพุ่งเข้าแลกชีวิตเพื่อช่วยพวกเขาไว้ แต่คำสั่งจากเบื้องบนคือประกาศิตที่ขัดขืนไม่ได้ ความขัดแย้งเกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน ยกเว้นคนเดียว... อารัน

    "กบฏงั้นเหรอ?" อารันพึมพำ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนอากาศรอบตัวเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง "เจ้าเรียกคนที่กู้ชีพทหารของเจ้าว่ากบฏ แต่เรียกคนที่สร้างสัตว์ประหลาดมาฆ่าพวกเดียวกันเองว่าผู้ทรงเกียรติงั้นหรือ?"

    อารันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้ไว้บนพื้นหิน จิตวิญญาณแห่งธาตุไฟในตัวเขาเริ่มขยายตัว พลังงานที่อัดแน่นราวกับ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ภายในอกเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงขึ้น มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือการตัดสินใจที่เด็ดขาดในเสี้ยววินาที เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับระบบที่เน่าเฟะนี้อีกต่อไป

    "ท่านอารัน พวกทหารหลวงเริ่มล้อมเข้ามาแล้วครับ" คาเอล กระซิบพลางกระชับมีดสั้นในมือ "เราควรจะฝ่าวงล้อมออกไป หรือว่าจะ..."

    "ไม่ต้องถอย" อารันตัดบทสั้นๆ "ผู้นำที่แท้จริงไม่เคยถอยหนีจากความจริง และกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพจะไม่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหมือนพวกขี้ขลาดในสภา"

    ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากฟากฟ้า พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษสามคนในชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ พวกเขาลอยลงมาจากอากาศอย่างสง่างาม ท่ามกลางวงล้อมของทหาร เสียงฮัมของพลังเวทมนตร์ระดับสูงดังก้องไปทั่วหุบเขา นี่คือ "หน่วยตุลาการดารา" (Celestial Arbiters) มือสังหารระดับพระกาฬที่ขึ้นตรงต่อสภาเวทมนตร์ระดับสูงเท่านั้น

    "อารัน ผู้บัญชาการกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพ" หนึ่งในตุลาการเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าครอบครองสิ่งของต้องห้ามและสร้างความวุ่นวายในสมรภูมิหลวง ฐานความผิดของเจ้าคือประทุษร้ายต่อความมั่นคงของอาณาจักร จงดับเปลวไฟของเจ้าและยอมรับพันธนาการแต่โดยดี มิเช่นนั้นหุบเขาแห่งนี้จะเป็นสุสานของเจ้าและพรรคพวก"

    อารันหัวเราะลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและท้าทาย "คำตัดสินถูกเขียนไว้ก่อนที่ข้าจะลงมือด้วยซ้ำ พวกเจ้ากลัววิสัยทัศน์ของข้า กลัวพลังที่พวกเจ้าควบคุมไม่ได้ เลยต้องรีบกำจัดข้าทิ้งก่อนที่ความจริงจะถูกเผาไหม้ไปถึงยอดหอคอยของพวกเจ้าใช่ไหม?"

    "โอหังนัก!" ตุลาการดาราชูไม้เท้าขึ้น ทันใดนั้นโซ่ตรวนแสงนับร้อยสายพุ่งออกมาจากอากาศธาตุ หมายจะพันธนาการร่างของอารันไว้

    แต่อารันไม่ใช่เหยื่อที่ใครจะมาล่าได้ง่ายๆ เขาหลับตาลงเพียงชั่วครู่ สัมผัสถึงแกนกลางพลังงานในร่างกาย จินตนาการถึงภาพ ดาวอังคาร ที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งการทำลายล้างและการสร้างใหม่ พลังงานธาตุไฟในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นเกินขีดจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปจะรับไหว ผิวหนังของเขาเริ่มมีลวดลายสีส้มแดงเรืองแสงปรากฏขึ้นราวกับลาวาที่ไหลอยู่ใต้พื้นผิว

    "จุดระเบิดขั้นที่ 1!"

    ตูม!!

    คลื่นความร้อนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของอารันในลักษณะทรงกลม ปะทะกับโซ่ตรวนแสงจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ตุลาการทั้งสามถึงกับต้องถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง พลังนี้มันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟทั่วไป แต่มันคือพลังงานดิบที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์

    "นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย" อารันชูดาบยักษ์ขึ้นชี้หน้าตุลาการดารา "ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง แต่ข้ามาเพื่อปฏิวัติ ถ้าสภาของพวกเจ้ายึดติดกับกรอบความคิดเก่าๆ ที่ต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้าจะเป็นคนเผากรอบนั่นทิ้งเอง!"

    "ฆ่ามัน! อย่าให้มันรวบรวมพลังได้มากกว่านี้!" นายพลลูเซียสสั่งการด้วยความลนลาน

    สมรภูมิกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้กับสัตว์ประหลาด แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "กฎระเบียบที่เน่าเฟะ" กับ "ไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง" อารันพุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารและตุลาการด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ทุกจังหวะการตัดสินใจของเขาฉับไวและแม่นยำ เขาไม่ได้แค่สู้เพื่อตัวเอง แต่เขากำลัง สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนของเขา

    "ภาคีอัคคีเบิกทัพ! แสดงให้พวกเขารู้ว่าไฟที่แท้จริงไม่มีวันถูกขัง!" อารันตะโกนสั่งการขณะเหวี่ยงดาบยักษ์ฟาดฟันคลื่นพลังแสงของตุลาการดารา

    คาเอลและสมาชิกกิลด์คนอื่นๆ พุ่งเข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยความมั่นใจ เมื่อเห็นผู้นำของพวกเขาไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืด พลังของพวกเขาเองก็พลอยลุกโชนขึ้นตามไปด้วย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด อารันใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์ในตัวอย่างต่อเนื่อง พลิกแพลงสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสในการโจมตีเสมอ

    อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อารันกำลังจะปลิดชีพตุลาการดาราคนหนึ่ง เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ วัตถุทรงกลมสีม่วงดำ (Void Core) ที่ลอยอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มมีการเคลื่อนไหว มันไม่ได้แค่ลอยอยู่เฉยๆ แต่มันกำลัง ดูดซับ พลังงานความโกรธและความตายจากสมรภูมิแห่งนี้เข้าไป

    นี่มันกับดัก! อารันตระหนักได้ในทันที สภาเวทมนตร์ไม่ได้แค่ต้องการกำจัดเขา แต่พวกเขาต้องการ "พลังงาน" จากการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อกระตุ้นอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และเลวร้ายกว่าเดิม

    "ทุกคนถอยออกไป! มันไม่ใช่แค่เรื่องการจับกุมแล้ว!" อารันตะโกนเตือน แต่ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว

    Void Core เริ่มแตกร้าว เผยให้เห็นดวงตาขนาดมหึมาสีม่วงเข้มที่อยู่ภายใน มันจับจ้องมาที่อารัน ราวกับว่าเขาคือ "เชื้อเพลิง" ชิ้นเอกที่มันเฝ้ารอมานาน พลังงานจากตัวอารันถูกดึงดูดเข้าหาวัตถุนั้นอย่างรุนแรงจนเขาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น

    "ฮ่าๆๆ! อารัน... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพวกเรา!" ตุลาการดาราที่เหลืออยู่ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ

    อารันกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการถูกสูบพลังงานนั้นมหาศาล แต่ไฟในใจของเขายังไม่มอดดับ เขาคือราศีเมษ เขาคือจอมทัพที่เกิดมาเพื่อบุกเบิก แม้ในวินาทีที่ดูเหมือนสิ้นหวัง เขาก็ยังมองหาทางรอดที่เป็นไปไม่ได้

    ถ้ามันต้องการพลังงานของข้า... ข้าก็จะให้มันจนมันแบกรับไม่ไหวเอง!

    อารันตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเลิกต่อต้านการดูดพลังงาน แต่กลับ ปลดล็อกวาล์วทุกตัว ของเตาปฏิกรณ์ในร่างกาย เขาส่งพลังไฟทั้งหมดที่มี พุ่งตรงเข้าหา Void Core ด้วยความเร็วสูงสุด!

    "อยากได้นักใช่ไหม... งั้นเอาไปให้หมดจักรวาลเลย!!"

    แสงสีส้มแดงปะทะกับสีม่วงดำจนเกิดแรงระเบิดที่ทำให้หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ทุกสายตาพร่ามัวไปด้วยแสงสว่างเกินพิกัด และเมื่อแสงนั้นจางลง... ทั้งอารัน ตุลาการดารา และวัตถุประหลาดนั้น ก็หายวับไปจากสมรภูมิ ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของมิติที่ยังคงส่งเสียงหวีดหวิวอย่างน่าสยดสยอง
    ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 2 ตอนที่ 2: รอยร้าวในศรัทธา และคำพิพากษาของคนขลาด ความร้อนจากเปลวเพลิงของ อารัน ยังคงแผ่ซ่านอยู่บนพื้นดินที่กลายเป็นลาวาหลอมเหลว แต่สิ่งที่ทำให้บรรยากาศเย็นเยือกยิ่งกว่าน้ำแข็งขั้วโลกคือ "ความเงียบ" หลังจากที่ความจริงถูกเปิดโปง วัตถุทรงกลมสีม่วงดำที่สลักตราประทับของสภาเวทมนตร์ระดับสูงยังคงลอยเด่นอยู่เหนือซากศพของมอนสเตอร์โกเลม มันแผ่กลิ่นอายแห่งความตายและการบิดเบือนมิติออกมาอย่างเด่นชัด นายพลลูเซียส ใบหน้าซีดเผือดจนแทบจะกลายเป็นสีเดียวกับชุดเกราะเงินของเขา มือที่ถือดาบสั่นเทาไม่ใช่เพราะความเหนื่อยล้า แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นหากความลับนี้รั่วไหลออกไป "นั่นมัน... ของปลอม! เจ้าพวกนอกคอก เจ้าใช้เวทมนตร์ลวงตาเพื่อใส่ร้ายสภาเวทมนตร์!" ลูเซียสตวาดเสียงหลง พยายามกู้คืนอำนาจที่กำลังหลุดลอย "ทหาร! ล้อมพวกมันไว้! ใครที่เห็นสิ่งนี้ถือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกบฏ สังหารพวกมันให้หมด!" เหล่าทหารกองทัพหลวงชะงักไปครู่หนึ่ง พวกเขามองหน้ากันด้วยความลังเล สายตาของพวกเขาเพิ่งจะเห็นอารันพุ่งเข้าแลกชีวิตเพื่อช่วยพวกเขาไว้ แต่คำสั่งจากเบื้องบนคือประกาศิตที่ขัดขืนไม่ได้ ความขัดแย้งเกิดขึ้นในจิตใจของทุกคน ยกเว้นคนเดียว... อารัน "กบฏงั้นเหรอ?" อารันพึมพำ น้ำเสียงของเขาทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนอากาศรอบตัวเริ่มสั่นไหวอีกครั้ง "เจ้าเรียกคนที่กู้ชีพทหารของเจ้าว่ากบฏ แต่เรียกคนที่สร้างสัตว์ประหลาดมาฆ่าพวกเดียวกันเองว่าผู้ทรงเกียรติงั้นหรือ?" อารันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างช้าๆ ทุกย่างก้าวของเขาทิ้งรอยไหม้ไว้บนพื้นหิน จิตวิญญาณแห่งธาตุไฟในตัวเขาเริ่มขยายตัว พลังงานที่อัดแน่นราวกับ เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ ภายในอกเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงขึ้น มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือการตัดสินใจที่เด็ดขาดในเสี้ยววินาที เขาจะไม่ยอมก้มหัวให้กับระบบที่เน่าเฟะนี้อีกต่อไป "ท่านอารัน พวกทหารหลวงเริ่มล้อมเข้ามาแล้วครับ" คาเอล กระซิบพลางกระชับมีดสั้นในมือ "เราควรจะฝ่าวงล้อมออกไป หรือว่าจะ..." "ไม่ต้องถอย" อารันตัดบทสั้นๆ "ผู้นำที่แท้จริงไม่เคยถอยหนีจากความจริง และกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพจะไม่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเหมือนพวกขี้ขลาดในสภา" ทันใดนั้น แสงสีขาวสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากฟากฟ้า พร้อมกับการปรากฏตัวของบุรุษสามคนในชุดคลุมสีเงินบริสุทธิ์ พวกเขาลอยลงมาจากอากาศอย่างสง่างาม ท่ามกลางวงล้อมของทหาร เสียงฮัมของพลังเวทมนตร์ระดับสูงดังก้องไปทั่วหุบเขา นี่คือ "หน่วยตุลาการดารา" (Celestial Arbiters) มือสังหารระดับพระกาฬที่ขึ้นตรงต่อสภาเวทมนตร์ระดับสูงเท่านั้น "อารัน ผู้บัญชาการกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพ" หนึ่งในตุลาการเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา "เจ้าครอบครองสิ่งของต้องห้ามและสร้างความวุ่นวายในสมรภูมิหลวง ฐานความผิดของเจ้าคือประทุษร้ายต่อความมั่นคงของอาณาจักร จงดับเปลวไฟของเจ้าและยอมรับพันธนาการแต่โดยดี มิเช่นนั้นหุบเขาแห่งนี้จะเป็นสุสานของเจ้าและพรรคพวก" อารันหัวเราะลั่น เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและท้าทาย "คำตัดสินถูกเขียนไว้ก่อนที่ข้าจะลงมือด้วยซ้ำ พวกเจ้ากลัววิสัยทัศน์ของข้า กลัวพลังที่พวกเจ้าควบคุมไม่ได้ เลยต้องรีบกำจัดข้าทิ้งก่อนที่ความจริงจะถูกเผาไหม้ไปถึงยอดหอคอยของพวกเจ้าใช่ไหม?" "โอหังนัก!" ตุลาการดาราชูไม้เท้าขึ้น ทันใดนั้นโซ่ตรวนแสงนับร้อยสายพุ่งออกมาจากอากาศธาตุ หมายจะพันธนาการร่างของอารันไว้ แต่อารันไม่ใช่เหยื่อที่ใครจะมาล่าได้ง่ายๆ เขาหลับตาลงเพียงชั่วครู่ สัมผัสถึงแกนกลางพลังงานในร่างกาย จินตนาการถึงภาพ ดาวอังคาร ที่ลุกโชนด้วยไฟแห่งการทำลายล้างและการสร้างใหม่ พลังงานธาตุไฟในตัวเขาพุ่งสูงขึ้นเกินขีดจำกัดที่มนุษย์ทั่วไปจะรับไหว ผิวหนังของเขาเริ่มมีลวดลายสีส้มแดงเรืองแสงปรากฏขึ้นราวกับลาวาที่ไหลอยู่ใต้พื้นผิว "จุดระเบิดขั้นที่ 1!" ตูม!! คลื่นความร้อนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของอารันในลักษณะทรงกลม ปะทะกับโซ่ตรวนแสงจนแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ตุลาการทั้งสามถึงกับต้องถอยร่นไปหลายก้าวด้วยความตกตะลึง พลังนี้มันไม่ใช่เวทมนตร์ธาตุไฟทั่วไป แต่มันคือพลังงานดิบที่ถูกบีบอัดจนเข้มข้นยิ่งกว่าดวงอาทิตย์ "นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย" อารันชูดาบยักษ์ขึ้นชี้หน้าตุลาการดารา "ข้าไม่ได้มาเพื่อต่อรอง แต่ข้ามาเพื่อปฏิวัติ ถ้าสภาของพวกเจ้ายึดติดกับกรอบความคิดเก่าๆ ที่ต้องสังเวยชีวิตผู้บริสุทธิ์ ข้าจะเป็นคนเผากรอบนั่นทิ้งเอง!" "ฆ่ามัน! อย่าให้มันรวบรวมพลังได้มากกว่านี้!" นายพลลูเซียสสั่งการด้วยความลนลาน สมรภูมิกลับมาลุกเป็นไฟอีกครั้ง ครั้งนี้ไม่ใช่การสู้กับสัตว์ประหลาด แต่เป็นการปะทะกันระหว่าง "กฎระเบียบที่เน่าเฟะ" กับ "ไฟแห่งการเปลี่ยนแปลง" อารันพุ่งเข้าใส่กลุ่มทหารและตุลาการด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย ทุกจังหวะการตัดสินใจของเขาฉับไวและแม่นยำ เขาไม่ได้แค่สู้เพื่อตัวเอง แต่เขากำลัง สร้างแรงบันดาลใจ ให้กับคนของเขา "ภาคีอัคคีเบิกทัพ! แสดงให้พวกเขารู้ว่าไฟที่แท้จริงไม่มีวันถูกขัง!" อารันตะโกนสั่งการขณะเหวี่ยงดาบยักษ์ฟาดฟันคลื่นพลังแสงของตุลาการดารา คาเอลและสมาชิกกิลด์คนอื่นๆ พุ่งเข้าร่วมวงไพบูลย์ด้วยความมั่นใจ เมื่อเห็นผู้นำของพวกเขาไม่เกรงกลัวต่ออำนาจมืด พลังของพวกเขาเองก็พลอยลุกโชนขึ้นตามไปด้วย การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด อารันใช้พลังงานจากเตาปฏิกรณ์ในตัวอย่างต่อเนื่อง พลิกแพลงสถานการณ์ที่เสียเปรียบให้กลายเป็นโอกาสในการโจมตีเสมอ อย่างไรก็ตาม ในขณะที่อารันกำลังจะปลิดชีพตุลาการดาราคนหนึ่ง เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ วัตถุทรงกลมสีม่วงดำ (Void Core) ที่ลอยอยู่ก่อนหน้านี้เริ่มมีการเคลื่อนไหว มันไม่ได้แค่ลอยอยู่เฉยๆ แต่มันกำลัง ดูดซับ พลังงานความโกรธและความตายจากสมรภูมิแห่งนี้เข้าไป นี่มันกับดัก! อารันตระหนักได้ในทันที สภาเวทมนตร์ไม่ได้แค่ต้องการกำจัดเขา แต่พวกเขาต้องการ "พลังงาน" จากการต่อสู้ครั้งนี้เพื่อกระตุ้นอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่และเลวร้ายกว่าเดิม "ทุกคนถอยออกไป! มันไม่ใช่แค่เรื่องการจับกุมแล้ว!" อารันตะโกนเตือน แต่ดูเหมือนจะช้าไปเสียแล้ว Void Core เริ่มแตกร้าว เผยให้เห็นดวงตาขนาดมหึมาสีม่วงเข้มที่อยู่ภายใน มันจับจ้องมาที่อารัน ราวกับว่าเขาคือ "เชื้อเพลิง" ชิ้นเอกที่มันเฝ้ารอมานาน พลังงานจากตัวอารันถูกดึงดูดเข้าหาวัตถุนั้นอย่างรุนแรงจนเขาถึงกับทรุดเข่าลงกับพื้น "ฮ่าๆๆ! อารัน... เจ้ามันก็แค่หมากตัวหนึ่งที่ถูกสร้างมาเพื่อเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของพวกเรา!" ตุลาการดาราที่เหลืออยู่ยิ้มกริ่มอย่างผู้ชนะ อารันกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดจากการถูกสูบพลังงานนั้นมหาศาล แต่ไฟในใจของเขายังไม่มอดดับ เขาคือราศีเมษ เขาคือจอมทัพที่เกิดมาเพื่อบุกเบิก แม้ในวินาทีที่ดูเหมือนสิ้นหวัง เขาก็ยังมองหาทางรอดที่เป็นไปไม่ได้ ถ้ามันต้องการพลังงานของข้า... ข้าก็จะให้มันจนมันแบกรับไม่ไหวเอง! อารันตัดสินใจทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด เขาเลิกต่อต้านการดูดพลังงาน แต่กลับ ปลดล็อกวาล์วทุกตัว ของเตาปฏิกรณ์ในร่างกาย เขาส่งพลังไฟทั้งหมดที่มี พุ่งตรงเข้าหา Void Core ด้วยความเร็วสูงสุด! "อยากได้นักใช่ไหม... งั้นเอาไปให้หมดจักรวาลเลย!!" แสงสีส้มแดงปะทะกับสีม่วงดำจนเกิดแรงระเบิดที่ทำให้หุบเขาทั้งลูกสั่นสะเทือน ทุกสายตาพร่ามัวไปด้วยแสงสว่างเกินพิกัด และเมื่อแสงนั้นจางลง... ทั้งอารัน ตุลาการดารา และวัตถุประหลาดนั้น ก็หายวับไปจากสมรภูมิ ทิ้งไว้เพียงรอยแยกของมิติที่ยังคงส่งเสียงหวีดหวิวอย่างน่าสยดสยอง
    0 Comments 0 Shares 92 Views
  • ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 1

    ตอนที่ 1: เปลวเพลิงแห่งการเบิกพสุธา (The Vanguard's Ignition)
    กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านลอยคลุ้งไปทั่ว "หุบเขาเสียงสะท้อนที่แตกสลาย" (Valley of Broken Echoes) ท้องฟ้าสีหม่นถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ฝนที่ตกลงมาไม่ใช่หยาดน้ำ แต่เป็นเศษเถ้าธุลีที่เกิดจากการปะทะกันของพลังเวทมนตร์มหาศาล เบื้องหน้าคือมอนสเตอร์ศิลาเยือกแข็ง (Frost-Iron Golems) นับพันตัวที่กำลังเคลื่อนทัพเข้ามากดดันแนวป้องกันของกองทัพหลวงแห่งสภาเวทมนตร์

    "รักษารูปขบวน! กางม่านพลังเวทวารีและพฤกษา! พวกเราต้องตั้งรับจนกว่าทัพเสริมจะมาถึง!" เสียงตวาดของนายพลลูเซียส ผู้บัญชาการกองทัพหลวงแห่งสภาเวทมนตร์เก่าแก่ดังก้อง เขายังคงยึดติดกับตำราพิชัยสงครามเวทมนตร์ฉบับดั้งเดิมเมื่อหลายร้อยปีก่อน การตั้งรับคือความปลอดภัยสูงสุด แต่เขากลับมองไม่เห็นเลยว่า ม่านพลังนั้นกำลังร้าวราน และทหารของเขากำลังสิ้นหวัง

    บนหน้าผาสูงชันเหนือสมรภูมิรบ ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนตระหง่านท้าทายสายลมกระโชกแรง เสื้อคลุมสีแดงฉานของเขาสะบัดพลิ้วราวกับเปลวเพลิงที่กำลังเริงระบำ ชุดเกราะสีนิลขลับบริเวณหัวไหล่ถูกตีขึ้นรูปเป็นทรง "เขาแกะภูเขาที่โค้งงอ" สะท้อนถึงความดุดันและพร้อมพุ่งชนทุกสรรพสิ่ง นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายสีแดงเข้มราวกับดวงดาวแห่งสงคราม (ดาวอังคาร) ที่กำลังทอดทิ้งแสงลงมายังโลกมนุษย์

    เขาคือ "อารัน" หัวหน้าของ "กิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพ" (The Crimson Vanguard) กิลด์ทหารรับจ้างนอกคอกที่สภาเวทมนตร์มองว่าเป็นเพียงพวกบ้าระห่ำไร้การศึกษา ทว่าในความเป็นจริง อารันคือชายผู้ครอบครองพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่รุนแรงและบริสุทธิ์ที่สุด พลังงานในตัวของเขาไม่ได้ไหลเวียนแบบนักเวททั่วไป แต่มันอัดแน่นและปะทุอยู่ภายในอกราวกับ "เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์" ที่ไม่มีวันดับ

    "ท่านอารัน ขืนปล่อยให้ทัพหลวงตั้งรับแบบนั้น มอนสเตอร์ศิลาเยือกแข็งจะบดขยี้พวกเขาจนแหลกละเอียดภายในสิบนาทีครับ" คาเอล รองหัวหน้ากิลด์ผู้ใช้เวทมนตร์แห่งลมเอ่ยขึ้น ขณะมองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง

    อารันกระตุกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มของเขาไม่ใช่การเย้ยหยัน แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่เห็นจุดอ่อนของเหยื่อ "การตั้งรับคือข้ออ้างของคนขี้ขลาดที่ไม่กล้ากำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ลูเซียสมันก็แค่คนแก่ที่หลงทางอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ถ้าเรามัวแต่รอให้คนพวกนั้นอนุญาตให้โจมตี โลกนี้คงไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า"

    ชายหนุ่มชูดาบใหญ่เล่มยักษ์ที่พาดอยู่กลางหลังขึ้นฟ้า ดาบศิลาดำที่ไร้คม แต่เมื่ออารันถ่ายทอดพลังเวทมนตร์ธาตุไฟลงไป ตัวดาบก็เปล่งแสงสีแดงชาดและแตกร้าวออก เผยให้เห็นแกนกลางที่เป็นลาวาเดือดพล่าน อุณหภูมิรอบตัวเขาสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนอากาศบิดเบี้ยว ทหารรับจ้างในกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพนับร้อยชีวิตเบื้องหลังเขา ต่างชูอาวุธขึ้นโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม

    พลังงานของอารันนั้นส่งต่อถึงกันได้ เขามีความเป็นผู้นำจอมทัพที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและปลุกไฟในใจของผู้คนได้อย่างน่าประหลาด

    "ฟังข้า! ภาคีอัคคีเบิกทัพ!" อารันตะโกนสุดเสียง เสียงของเขาดุดันและทรงพลังทะลุทะลวงความหวาดกลัวในจิตใจของทุกคน "พวกสภาเวทมนตร์บอกว่าโกเลมศิลาเยือกแข็งพวกนี้ไม่มีวันถูกหลอมละลาย พวกเขาบอกว่าการพุ่งชนรังของพวกมันคือการฆ่าตัวตาย... แต่พวกเราคือใคร?!"

    "ผู้เบิกทาง!!" เหล่านักรบตะโกนตอบรับเสียงดังกึกก้อง

    "ถูกต้อง! เราคือหัวหอกที่จะทะลวงทุกความเป็นไปไม่ได้! อุปสรรคข้างหน้าไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้ไฟของเราลุกโชนยิ่งขึ้น! ไม่มีรูปขบวนป้องกัน ไม่มีแผนถอยทัพ มีแค่การพุ่งทะยานไปข้างหน้า! ตามข้ามา แล้วข้าจะพาพวกเจ้าไปเผาทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ ให้ราบคาบ!"

    ตูม!!

    อารันถีบตัวทะยานออกจากหน้าผาสูงชัน ร่างของเขาพุ่งดิ่งลงสู่สมรภูมิเบื้องล่างราวกับอุกกาบาตสีแดงเพลิง ดาบยักษ์ในมือถูกเงื้อขึ้นเหนือหัว ระหว่างที่เขากำลังร่วงหล่น พลังเวทมนตร์มหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจาก "เตาปฏิกรณ์" ภายในตัว คลื่นความร้อนแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ท้องฟ้าที่เคยอึมครึมถูกแหวกออกด้วยรังสีความร้อนที่บีบอัดจนกลายเป็นพลาสม่าสีส้มสว่างจ้า

    "นั่นมัน... พวกกิลด์นอกคอก! พวกมันกำลังทำบ้าอะไร! ถอยกลับไปเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง!" นายพลลูเซียสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นร่างอุกกาบาตของอารันพุ่งข้ามหัวกองทัพหลวงไป

    อารันไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ราชาโกเลมศิลาเยือกแข็งตัวมหึมาที่อยู่ใจกลางทัพศัตรู จิตวิญญาณของเขาแน่วแน่และตัดสินใจอย่างฉับไว ไม่มีเวลาให้ลังเล ไม่มีเวลาให้คำนวณความเสี่ยง มีเพียงสัญชาตญาณของการเป็นผู้ริเริ่มเท่านั้น

    "ขีดจำกัดงั้นเหรอ... ขยี้มันซะ!!"

    เปรี้ยงงงงงงงงงงงง!!!

    ดาบลาวาของอารันปะทะเข้ากับร่างของราชาโกเลมอย่างจัง เกิดการระเบิดของเปลวเพลิงที่รุนแรงเทียบเท่ากับภูเขาไฟระเบิด คลื่นกระแทกสีแดงฉานกวาดล้างโกเลมนับร้อยที่อยู่รอบๆ ให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาเดียว ม่านพลังน้ำของกองทัพหลวงถึงกับสั่นคลอนและระเหยกลายเป็นไอ ทหารของสภาเวทมนตร์ต่างทรุดตัวลงกับพื้น อ้าปากค้างกับพลังอำนาจที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตำราเล่มไหน

    ความร้อนที่ปล่อยออกมาไม่ได้แผดเผาอย่างไร้ทิศทาง แต่มันถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบด้วยจิตวิญญาณแห่งผู้นำ อารันยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองซากศิลาที่หลอมละลาย หอบหายใจหนักหน่วงแต่แววตายังคงวาวโรจน์ พลังงานในตัวของเขายังคงสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง สมาชิกกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพพุ่งทะยานตามลงมาเสริมทัพ โจมตีซ้ำเติมรอยแยกที่อารันเปิดทิ้งไว้ รูปขบวนของศัตรูแตกพ่ายอย่างหมดสภาพ

    เพียงการตัดสินใจลงมือในเสี้ยววินาทีเดียว อารันสามารถพลิกกระดานสงครามที่สภาเวทมนตร์คิดว่าต้องพ่ายแพ้ได้อย่างราบคาบ

    "เห็นไหมล่ะ..." อารันพึมพำกับตัวเอง พลางสะบัดดาบไล่เศษศิลาที่หลอมละลาย "ไม่มีอะไรที่ไฟของข้าละลายไม่ได้"

    สมรภูมิสงบลง กองทัพหลวงรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ แต่นายพลลูเซียสกลับเดินเข้ามาหาอารันด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธจัด มากกว่าความขอบคุณ

    "เจ้าคนโอหัง! เจ้าทำลายแผนการรบทั้งหมด! การกระทำบุ่มบ่ามของเจ้าอาจทำให้เราตายกันหมด เจ้าต้องถูกนำตัวขึ้นศาลทหารของสภาเวทมนตร์เดี๋ยวนี้!" ลูเซียสชี้หน้าด่าทอ

    อารันหันกลับไปจ้องหน้านายพลเฒ่า ดวงตาของเขาหรี่ลง ทว่าก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้อะไร รอยแยกที่เกิดจากการโจมตีของเขาบนพื้นดินตรงจุดที่ราชาโกเลมเคยยืนอยู่ กลับมีแสงสีม่วงดำประหลาดเรืองรองขึ้นมา คลื่นพลังเวทมนตร์ที่เย็นเยียบและชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจนเปลวไฟรอบๆ ดับวูบ

    อารันขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่พลังของพวกมอนสเตอร์ตามธรรมชาติ...

    จากรอยแยกนั้น วัตถุทรงกลมที่เต็มไปด้วยอักขระเวทมนตร์ต้องห้ามลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ อักขระเหล่านั้น... อารันจำมันได้ดี มันคือตราประทับลับของ "สภาเวทมนตร์ระดับสูง" ความเงียบเข้าปกคลุมสมรภูมิอีกครั้ง ไม่ใช่ความเงียบของชัยชนะ แต่เป็นความเงียบของความจริงที่กำลังจะถูกเปิดโปง สภาเวทมนตร์ผู้ทรงเกียรติ... เป็นผู้สร้างมอนสเตอร์พวกนี้ขึ้นมาเองงั้นหรือ?

    อารันกำดาบแน่น ไฟในเตาปฏิกรณ์ของเขาเริ่มคุโชนขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้... เป้าหมายของเขาอาจจะไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดอีกต่อไป

    ราศีเมษ: มหาศึกแกะเพลิงบุกเบิก ทะลวงมิติพลิกโฉมหน้าจักรวาล ตอนที่ 1 ตอนที่ 1: เปลวเพลิงแห่งการเบิกพสุธา (The Vanguard's Ignition) กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นไหม้ของเถ้าถ่านลอยคลุ้งไปทั่ว "หุบเขาเสียงสะท้อนที่แตกสลาย" (Valley of Broken Echoes) ท้องฟ้าสีหม่นถูกปกคลุมด้วยเมฆครึ้ม ฝนที่ตกลงมาไม่ใช่หยาดน้ำ แต่เป็นเศษเถ้าธุลีที่เกิดจากการปะทะกันของพลังเวทมนตร์มหาศาล เบื้องหน้าคือมอนสเตอร์ศิลาเยือกแข็ง (Frost-Iron Golems) นับพันตัวที่กำลังเคลื่อนทัพเข้ามากดดันแนวป้องกันของกองทัพหลวงแห่งสภาเวทมนตร์ "รักษารูปขบวน! กางม่านพลังเวทวารีและพฤกษา! พวกเราต้องตั้งรับจนกว่าทัพเสริมจะมาถึง!" เสียงตวาดของนายพลลูเซียส ผู้บัญชาการกองทัพหลวงแห่งสภาเวทมนตร์เก่าแก่ดังก้อง เขายังคงยึดติดกับตำราพิชัยสงครามเวทมนตร์ฉบับดั้งเดิมเมื่อหลายร้อยปีก่อน การตั้งรับคือความปลอดภัยสูงสุด แต่เขากลับมองไม่เห็นเลยว่า ม่านพลังนั้นกำลังร้าวราน และทหารของเขากำลังสิ้นหวัง บนหน้าผาสูงชันเหนือสมรภูมิรบ ปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งยืนตระหง่านท้าทายสายลมกระโชกแรง เสื้อคลุมสีแดงฉานของเขาสะบัดพลิ้วราวกับเปลวเพลิงที่กำลังเริงระบำ ชุดเกราะสีนิลขลับบริเวณหัวไหล่ถูกตีขึ้นรูปเป็นทรง "เขาแกะภูเขาที่โค้งงอ" สะท้อนถึงความดุดันและพร้อมพุ่งชนทุกสรรพสิ่ง นัยน์ตาของเขาเปล่งประกายสีแดงเข้มราวกับดวงดาวแห่งสงคราม (ดาวอังคาร) ที่กำลังทอดทิ้งแสงลงมายังโลกมนุษย์ เขาคือ "อารัน" หัวหน้าของ "กิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพ" (The Crimson Vanguard) กิลด์ทหารรับจ้างนอกคอกที่สภาเวทมนตร์มองว่าเป็นเพียงพวกบ้าระห่ำไร้การศึกษา ทว่าในความเป็นจริง อารันคือชายผู้ครอบครองพลังเวทมนตร์ธาตุไฟที่รุนแรงและบริสุทธิ์ที่สุด พลังงานในตัวของเขาไม่ได้ไหลเวียนแบบนักเวททั่วไป แต่มันอัดแน่นและปะทุอยู่ภายในอกราวกับ "เตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์" ที่ไม่มีวันดับ "ท่านอารัน ขืนปล่อยให้ทัพหลวงตั้งรับแบบนั้น มอนสเตอร์ศิลาเยือกแข็งจะบดขยี้พวกเขาจนแหลกละเอียดภายในสิบนาทีครับ" คาเอล รองหัวหน้ากิลด์ผู้ใช้เวทมนตร์แห่งลมเอ่ยขึ้น ขณะมองลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง อารันกระตุกยิ้มที่มุมปาก รอยยิ้มของเขาไม่ใช่การเย้ยหยัน แต่เป็นรอยยิ้มของนักล่าที่เห็นจุดอ่อนของเหยื่อ "การตั้งรับคือข้ออ้างของคนขี้ขลาดที่ไม่กล้ากำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ลูเซียสมันก็แค่คนแก่ที่หลงทางอยู่ในกรอบความคิดเดิมๆ ถ้าเรามัวแต่รอให้คนพวกนั้นอนุญาตให้โจมตี โลกนี้คงไม่มีวันก้าวไปข้างหน้า" ชายหนุ่มชูดาบใหญ่เล่มยักษ์ที่พาดอยู่กลางหลังขึ้นฟ้า ดาบศิลาดำที่ไร้คม แต่เมื่ออารันถ่ายทอดพลังเวทมนตร์ธาตุไฟลงไป ตัวดาบก็เปล่งแสงสีแดงชาดและแตกร้าวออก เผยให้เห็นแกนกลางที่เป็นลาวาเดือดพล่าน อุณหภูมิรอบตัวเขาสูงขึ้นอย่างฉับพลันจนอากาศบิดเบี้ยว ทหารรับจ้างในกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพนับร้อยชีวิตเบื้องหลังเขา ต่างชูอาวุธขึ้นโห่ร้องด้วยความฮึกเหิม พลังงานของอารันนั้นส่งต่อถึงกันได้ เขามีความเป็นผู้นำจอมทัพที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและปลุกไฟในใจของผู้คนได้อย่างน่าประหลาด "ฟังข้า! ภาคีอัคคีเบิกทัพ!" อารันตะโกนสุดเสียง เสียงของเขาดุดันและทรงพลังทะลุทะลวงความหวาดกลัวในจิตใจของทุกคน "พวกสภาเวทมนตร์บอกว่าโกเลมศิลาเยือกแข็งพวกนี้ไม่มีวันถูกหลอมละลาย พวกเขาบอกว่าการพุ่งชนรังของพวกมันคือการฆ่าตัวตาย... แต่พวกเราคือใคร?!" "ผู้เบิกทาง!!" เหล่านักรบตะโกนตอบรับเสียงดังกึกก้อง "ถูกต้อง! เราคือหัวหอกที่จะทะลวงทุกความเป็นไปไม่ได้! อุปสรรคข้างหน้าไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือเชื้อเพลิงชั้นดีที่จะทำให้ไฟของเราลุกโชนยิ่งขึ้น! ไม่มีรูปขบวนป้องกัน ไม่มีแผนถอยทัพ มีแค่การพุ่งทะยานไปข้างหน้า! ตามข้ามา แล้วข้าจะพาพวกเจ้าไปเผาทำลายกฎเกณฑ์เก่าๆ ให้ราบคาบ!" ตูม!! อารันถีบตัวทะยานออกจากหน้าผาสูงชัน ร่างของเขาพุ่งดิ่งลงสู่สมรภูมิเบื้องล่างราวกับอุกกาบาตสีแดงเพลิง ดาบยักษ์ในมือถูกเงื้อขึ้นเหนือหัว ระหว่างที่เขากำลังร่วงหล่น พลังเวทมนตร์มหาศาลถูกปลดปล่อยออกมาจาก "เตาปฏิกรณ์" ภายในตัว คลื่นความร้อนแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ท้องฟ้าที่เคยอึมครึมถูกแหวกออกด้วยรังสีความร้อนที่บีบอัดจนกลายเป็นพลาสม่าสีส้มสว่างจ้า "นั่นมัน... พวกกิลด์นอกคอก! พวกมันกำลังทำบ้าอะไร! ถอยกลับไปเดี๋ยวนี้ นี่คือคำสั่ง!" นายพลลูเซียสเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงเมื่อเห็นร่างอุกกาบาตของอารันพุ่งข้ามหัวกองทัพหลวงไป อารันไม่ได้สนใจเสียงนกเสียงกา เขาเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่ราชาโกเลมศิลาเยือกแข็งตัวมหึมาที่อยู่ใจกลางทัพศัตรู จิตวิญญาณของเขาแน่วแน่และตัดสินใจอย่างฉับไว ไม่มีเวลาให้ลังเล ไม่มีเวลาให้คำนวณความเสี่ยง มีเพียงสัญชาตญาณของการเป็นผู้ริเริ่มเท่านั้น "ขีดจำกัดงั้นเหรอ... ขยี้มันซะ!!" เปรี้ยงงงงงงงงงงงง!!! ดาบลาวาของอารันปะทะเข้ากับร่างของราชาโกเลมอย่างจัง เกิดการระเบิดของเปลวเพลิงที่รุนแรงเทียบเท่ากับภูเขาไฟระเบิด คลื่นกระแทกสีแดงฉานกวาดล้างโกเลมนับร้อยที่อยู่รอบๆ ให้กลายเป็นเถ้าถ่านในพริบตาเดียว ม่านพลังน้ำของกองทัพหลวงถึงกับสั่นคลอนและระเหยกลายเป็นไอ ทหารของสภาเวทมนตร์ต่างทรุดตัวลงกับพื้น อ้าปากค้างกับพลังอำนาจที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อนในตำราเล่มไหน ความร้อนที่ปล่อยออกมาไม่ได้แผดเผาอย่างไร้ทิศทาง แต่มันถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์แบบด้วยจิตวิญญาณแห่งผู้นำ อารันยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางกองซากศิลาที่หลอมละลาย หอบหายใจหนักหน่วงแต่แววตายังคงวาวโรจน์ พลังงานในตัวของเขายังคงสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง สมาชิกกิลด์ภาคีอัคคีเบิกทัพพุ่งทะยานตามลงมาเสริมทัพ โจมตีซ้ำเติมรอยแยกที่อารันเปิดทิ้งไว้ รูปขบวนของศัตรูแตกพ่ายอย่างหมดสภาพ เพียงการตัดสินใจลงมือในเสี้ยววินาทีเดียว อารันสามารถพลิกกระดานสงครามที่สภาเวทมนตร์คิดว่าต้องพ่ายแพ้ได้อย่างราบคาบ "เห็นไหมล่ะ..." อารันพึมพำกับตัวเอง พลางสะบัดดาบไล่เศษศิลาที่หลอมละลาย "ไม่มีอะไรที่ไฟของข้าละลายไม่ได้" สมรภูมิสงบลง กองทัพหลวงรอดชีวิตมาได้ราวกับปาฏิหาริย์ แต่นายพลลูเซียสกลับเดินเข้ามาหาอารันด้วยใบหน้าที่แดงก่ำด้วยความโกรธจัด มากกว่าความขอบคุณ "เจ้าคนโอหัง! เจ้าทำลายแผนการรบทั้งหมด! การกระทำบุ่มบ่ามของเจ้าอาจทำให้เราตายกันหมด เจ้าต้องถูกนำตัวขึ้นศาลทหารของสภาเวทมนตร์เดี๋ยวนี้!" ลูเซียสชี้หน้าด่าทอ อารันหันกลับไปจ้องหน้านายพลเฒ่า ดวงตาของเขาหรี่ลง ทว่าก่อนที่เขาจะได้ตอบโต้อะไร รอยแยกที่เกิดจากการโจมตีของเขาบนพื้นดินตรงจุดที่ราชาโกเลมเคยยืนอยู่ กลับมีแสงสีม่วงดำประหลาดเรืองรองขึ้นมา คลื่นพลังเวทมนตร์ที่เย็นเยียบและชั่วร้ายแผ่ซ่านออกมาจนเปลวไฟรอบๆ ดับวูบ อารันขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ถึงบางอย่างที่ไม่ถูกต้อง มันไม่ใช่พลังของพวกมอนสเตอร์ตามธรรมชาติ... จากรอยแยกนั้น วัตถุทรงกลมที่เต็มไปด้วยอักขระเวทมนตร์ต้องห้ามลอยขึ้นมาอย่างช้าๆ อักขระเหล่านั้น... อารันจำมันได้ดี มันคือตราประทับลับของ "สภาเวทมนตร์ระดับสูง" ความเงียบเข้าปกคลุมสมรภูมิอีกครั้ง ไม่ใช่ความเงียบของชัยชนะ แต่เป็นความเงียบของความจริงที่กำลังจะถูกเปิดโปง สภาเวทมนตร์ผู้ทรงเกียรติ... เป็นผู้สร้างมอนสเตอร์พวกนี้ขึ้นมาเองงั้นหรือ? อารันกำดาบแน่น ไฟในเตาปฏิกรณ์ของเขาเริ่มคุโชนขึ้นอีกครั้ง ครั้งนี้... เป้าหมายของเขาอาจจะไม่ใช่แค่สัตว์ประหลาดอีกต่อไป
    0 Comments 0 Shares 92 Views
  • 0 Comments 0 Shares 97 Views
  • หน้ากากสิบสองราศี เบื้องหลังความสตรองที่ซ่อนความบอบบางเอาไว้
    ราศีเมษ เบื้องหน้าดูทรงอย่างดุ มั่นใจในตัวเองสูงปรี๊ด เดินลงสนามด้วยท่าทีขึงขังราวกับจะไปออกรบ พร้อมบวกกับทุกสถานการณ์ที่ขวางหน้า ใครเห็นก็ต้องคิดว่านี่คือของแทร่ที่ไม่มีวันสะทกสะท้านต่อสิ่งใด แต่ทว่าเบื้องหลังกำแพงความมั่นหน้าเบอร์สิบนั้น กลับซุกซ่อนความเปราะบางและอาการแพ้เสียงในหัวที่คอยกระซิบซอกแซกอยู่ตลอดเวลาว่าตัวเองจะพลาดเป้า กลัวความล้มเหลวเข้ากระดูกดำ...
    0 Comments 0 Shares 114 Views
  • จบเกมรักสิบสองหมู่ดาว ใครตัดขาด ใครขอเป็นเพื่อนต่อ
    สวัสดีครับท่านผู้อ่านมิตรรักแฟนคอลัมน์ทุกท่าน กลับมาพบกับกระผมอีกครั้งในสังเวียนแห่งความรักและการใช้ชีวิต วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดในเกมการแข่งขันของหัวใจ นั่นก็คือช่วงเวลาที่กรรมการเป่านกหวีดหมดเวลา หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่าการเลิกรานั่นเองครับท่านผู้ชม การยุติความสัมพันธ์นั้นเปรียบเสมือนการปิดฤดูกาลแข่งขัน บางทีมอาจจะจับมือกันเดินออกจากสนามอย่างชื่นมื่น...
    0 Comments 0 Shares 139 Views
  • รักแท้ต้องมีสถานะ ชำแหละหกหมู่ดาวที่ขอปฏิเสธความสัมพันธ์แบบคลุมเครือ
    ท่านผู้อ่านเคยประสบพบเจอกับสถานการณ์ชวนอึดอัดที่เรียกว่า สถานะคลุมเครือ หรือความสัมพันธ์แบบไม่มีชื่อเรียกกันบ้างไหมครับ อาการแบบที่ว่าพิมพ์ข้อความคุยกันตั้งแต่เช้าตรู่ยันดึกดื่น ส่งรูปของอร่อยไปให้อวดกันทุกมื้อ คอยดูแลเอาใจใส่ดุจคนรู้ใจ แต่พอถึงจังหวะที่ต้องระบุความชัดเจนให้เป็นทางการ กลับเกิดอาการยึกยัก ลีลาเยอะ ประหนึ่งนักเตะที่เอาแต่เลี้ยงลูกบอลวนไปวนมาอยู่หน้ากรอบเขตโทษ...
    0 Comments 0 Shares 287 Views
  • เปิดแฟ้มลับดวงดาว สายงานไหนคือของแทร่ที่ฟ้าประทานมาให้
    สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและเคารพทุกท่าน เคยสงสัยไหมครับว่าทำไมบางคนทำงานได้ไหลลื่นราวกับปลาว่ายน้ำ ในขณะที่บางคนแค่ตื่นมาเห็นหน้าประตูกระจกที่ทำงานก็รู้สึกอ่อมจนแทบอยากจะยื่นใบลาออกวันละแปดรอบ นั่นอาจเป็นเพราะเรากำลังวิ่งอยู่ในสนามที่ไม่ใช่ของเรา หรือสวมรองเท้าผิดไซส์อยู่ก็เป็นได้ วิชาโหราศาสตร์ได้แอบกระซิบเอาไว้ว่า ดวงดาวบนท้องฟ้าตอนที่เราเกิดมานั้น ได้แอบเขียนเรซูเม่ฉบับลับๆ...
    0 Comments 0 Shares 346 Views
  • สังเวียนรักหักเหลี่ยมโหด เจาะลึกคู่ปรับสิบสองหมู่ดาวที่คบกันแล้วพังพินาศ
    สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและเคารพทุกท่าน วันนี้กระผมขอสวมวิญญาณโค้ชความรักข้างสนาม พาทุกท่านมาเจาะลึกแทคติกการจับคู่ที่ดูยังไงก็เหมือนจะพากันไปลงเหวมากกว่าขึ้นสวรรค์ เรื่องของหัวใจนี่มันพูดยากนะครับ บางครั้งเราก็เผลอเดินลงสนามไปจับคู่กับคนที่มีสไตล์การเล่นสวนทางกันอย่างสิ้นเชิง ต่อให้พยายามปรับแผนการเล่นขนาดไหน ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการทำเข้าประตูตัวเองอยู่ดี ความแตกต่างทางทัศนคติ...
    0 Comments 0 Shares 456 Views
  • เปิดพิกัดความบ้งฉบับสิบสองราศี ด้านมืดที่ซ่อนไว้ใครแสบกว่ากัน
    สวัสดีครับท่านผู้อ่านที่รักและเคารพทุกท่าน วันนี้กระผมขอสวมวิญญาณนักสำรวจดวงดาว พาทุกท่านดำดิ่งลงไปในก้นบึ้งของจิตใจมนุษย์ ผ่านเลนส์ของโหราศาสตร์ที่ผสมผสานกับจิตวิทยาแบบหยิกแกมหยอก แน่นอนว่าบนโลกใบนี้ไม่มีใครเกิดมาสมบูรณ์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์หรอกครับ เวลาเราปัดหน้าจอโทรศัพท์ดูชีวิตชาวบ้าน เรามักจะเห็นแต่ภาพจำลองอันสวยหรูที่ผ่านการแต่งฟิลเตอร์มาแล้วสิบแปดชั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว...
    0 Comments 0 Shares 466 Views
  • รักแท้หรือกาวตราช้าง เปิดสถิติดวงดาวที่ชอบสิงร่างคู่ชีวิตตลอดเวลา
    กราบสวัสดีมิตรรักนักอ่าน ท่านผู้มีอุปการคุณ และบรรดามิตรรักแฟนเพลงทุกท่านขอรับ วันนี้กระผมจะขอพาทุกท่านไปตั้งวงสนทนากันด้วยประเด็นที่ชวนให้คนโสดต้องเบะปากมองบนด้วยความหมั่นไส้ปนอิจฉา นั่นก็คือเรื่องราวของคู่รักที่ตัวติดกันหนึบหนับยิ่งกว่าตังเม หรือที่ภาษาชาวบ้านเขาเรียกกันว่าคู่แฝดนั่นแหละขอรับ ท่านผู้อ่านเคยเผชิญหน้ากับสถานการณ์แบบนี้ไหมครับ เวลาไปเดินห้างสรรพสินค้า...
    0 Comments 0 Shares 552 Views
  • กำแพงหัวใจสูงเสียดฟ้า สแกนตำราห้าหมู่ดาวที่มอบความไว้วางใจให้คนรักยากที่สุด
    กราบสวัสดีมิตรรักนักอ่าน ท่านผู้มีอุปการคุณ และบรรดามิตรรักแฟนเพลงทุกท่านขอรับ วันนี้กระผมจะขอพาทุกท่านไปตั้งวงสนทนากันด้วยประเด็นที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจของใครหลายคน นั่นก็คือเรื่องของความไว้วางใจในสมรภูมิแห่งความรัก เคยไหมครับท่านผู้อ่าน ที่รู้สึกว่าตัวเองถูกครอบงำด้วยความหึงหวงและความหวาดระแวงในความสัมพันธ์แบบไร้สาเหตุ หรือบางครั้งการเปิดใจให้ใครสักคนมันช่างยากเย็นแสนเข็ญ...
    0 Comments 0 Shares 686 Views
More Stories